5 เรื่องที่คนทำตลาดและ ธุรกิจออนไลน์ ควรรู้ เมื่อ Facebook ปรับระบบการเข้าถึง

934

ธุรกิจออนไลน์ ในสมัยนี้ มักผูกพันอยู่กับเครื่องมือโซเชียลบน Facebook แต่หลังจากการปรับระบบครั้งล่าสุดของทาง Facebook ที่ทำให้การเข้าถึงแบบธรรมชาติหรือ Organic Reach ลดลง และมีแนวโน้มที่จะลดลงเรื่อยๆ ก็เริ่มส่งผลกระทบให้กับบางเพจและบางธุรกิจที่ใช้ช่องทาง Facebook เป็นตัวหลักมากขึ้น

วันนี้เราจึงรวบรวม 5 เรื่องที่คนทำตลาดและ ธุรกิจออนไลน์ ควรทราบ เพื่อให้ตระหนักและได้มีโอกาสแก้ไขปัญหาก่อนจะสายเกินไปครับ

บางครั้งจำนวน Like สวนทางกับยอดขาย

เคยสงสัยหรือไม่ว่า การได้ไลค์เยอะๆ มันช่วยอะไรได้บ้าง

ที่จริงแล้วการที่เพจต่างๆได้ไลค์มาก ก็มีข้อดีเยอะ เพราะช่วยทำให้ผู้ติดตามของเพจเหล่านั้นได้มีโอกาสเห็นเนื้อหาของเพจขึ้นฟีดเป็นอันดับต้นๆเมื่อเปิดเข้ามาดู โดยเฉพาะการใช้งานบนมือถือ จะยิ่งมีประโยชน์มาก รวมถึงช่วยรวมเรื่องที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่ผู้ใช้งานสนใจให้ขึ้นมาหน้าแรกๆด้วย

นี่จึงเป็นที่มาของการทำให้บรรดาเพจชื่อดังต่างๆนิยมใช้ โดยการ Promote Page เรียกให้คนเข้ามากดไลค์เป็นจำนวนมาก หรือเรียกง่ายๆว่าการซื้อไลค์ เพราะมีส่วนช่วยให้ Organic Reach ของเพจดีขึ้นตามมาด้วย

แต่หลังจาก Facebook ปรับระบบครั้งล่าสุด การเข้าถึงแบบธรรมชาติหรือ Organic Reach ก็ถูกจำกัดและลดลงอย่างมาก ถ้าเพจของคุณไม่ได้มีเนื้อหาที่น่าติดตามหรือน่าดึงดูดจริงๆ มันอาจจะมีไลค์มากในช่วงแรก แต่ในระยะยาวแล้ว มันทำให้คุณต้องซื้อไลค์ต่อไป

ทั้งนี้ก็ไม่ได้แปลว่าไลค์เยอะจะไม่ดี เพราะทางหนึ่งแล้วมันช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของ Content และประเด็นที่เกี่ยวข้อง ยิ่งถ้าเป็น Keywords ที่คนสนใจมาก แข่งขันกันมาก จำนวนคนไลค์เยอะก็มีส่วนช่วยให้ผู้ที่ค้นหาบน Facebook เลือกเข้ามาดูในเพจของคุณก่อน จากนั้นก็เป็นการแข่งขันกันที่เนื้อหาสาระแล้วว่า เนื้อหาของเพจเหล่านั้นตอบโจทย์คนที่เข้ามาดูหรือไม่

ดังนั้นตอนนี้ มีคำแนะนำคือ ถ้าต้องการโปรโมทเพจหรือซื้อไลค์ ควรซื้อแค่พอเหมาะ การทุ่มงบประมาณกับการซื้อไลค์ไม่ใช่เรื่องจำเป็นอันดับหนึ่ง ยิ่งถ้ามันสวนทางกับยอดขายสินค้าและบริการในเพจของคุณแล้วล่ะก็ นอกเสียจากว่าคุณมีงบประมาณในส่วนนี้เต็มที่ ก็ทุ่มกับด้านนี้ไปเลย แล้วก็พัฒนาเนื้อหา Content ควบคู่ไปด้วย

ราคาโฆษณา มีแนวโน้มสูงขึ้นในอนาคต

เป็นเหตุและเป็นผล เพราะเมื่อจำนวนการเข้ามาดูในเพจแบบธรรมชาติหรือ Organic Reach ลดลง มันก็เท่ากับการบังคับให้เจ้าของเพจต้องทำการโปรโมท หรือสปอนเซอร์บน Facebook ไม่เช่นนั้นยอดคนที่เข้ามาดูก็จะน้อยลงด้วย

แล้วธรรมชาติของการแข่งขันในธุรกิจ เราทำได้ คนอื่นก็ทำได้ เมื่อมีการโปรโมตเป็นจำนวนมาก คู่แข่งก็ทุ่มการโฆษณาขึ้นมากด้วยเช่นกัน

ทีนี้ปัญหาก็เกิดขึ้น เพราะหน้าฟีดบน Facebook มีจำนวนจำกัดที่คุณจะเห็นเป็นอันดับแรกๆ ทำให้มีแนวโน้มว่าค่าโฆษณาจะสูงขึ้นไปด้วยในอนาคต

แน่นอนว่า ทางFacebook ย่อมหาทางที่จะเอารายได้จากส่วนนี้อยู่แล้ว ดังนั้นแนวโน้มของการเข้าถึงแบบ Organic Reach สำหรับเพจที่มียอดไลค์เยอะๆเป็นหลักหมื่นหรือหลักแสนคน ก็ยิ่งจะมองเห็นน้อยลงไปอีก ถ้าหากว่าไม่ยอมจ่ายค่าโฆษณาเลย นี่จึงเป็นอีกเรื่องที่เจ้าของเพจก็ต้องคำนึงอย่างยิ่ง

ต้องประเมินกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย มาจาก Facebook มากน้อยแค่ไหน

เรื่องนี้สำคัญอย่างยิ่ง เราสามารถใช้เครื่องมือของ Facebook ในการตรวจสอบและประเมินตัวเลขการเข้ามาคลิกดู หรือกดเข้าไปในเว็บไซต์ที่คุณโยงไว้กับหน้าเพจนั้นได้ แล้วคุณอาจจะพบว่า ลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงของคุณนั้น เข้ามาจากช่องทาง Facebook หรือเพจของคุณมากน้อยแค่ไหน

หลายคนอาจจะพบว่า ตัวเลขน้อยถึงน้อยมากๆๆๆกว่าที่คิด ทั้งๆที่ยอดไลค์มีสูง นั้นแสดงว่าคนที่กดเข้ามาเพจของคุณอาจจะไม่ได้เข้ามาดูข้างในลิ้งก์เท่าไรนัก มองอีกแง่คือ เพจของคุณอาจจะไม่ได้มีความน่าเชื่อถือ หรือไม่ได้ตรงกับความต้องการของลูกค้าก็เป็นได้

ดังนั้นการพึ่งพาช่องทาง Facebook อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์ธุรกิจของคุณเสมอไป ซึ่งคุณอาจจะพบว่า พฤติกรรมการค้นหาของกลุ่มลูกค้าของคุณมาจาก Google นั่นแปลว่า การสร้างเว็บไซต์ และทำอันดับของเว็บไซต์ให้อยู่อันดับต้นๆ อาจจะเป็นการตอบโจทย์ที่ถูกต้องกว่าก็ได้

Facebook คือที่ดินของคนอื่น

ที่จริงแล้ว มันคือหลักการพื้นฐานของการสร้างธุรกิจ เพราะเราไม่ควรสร้างบ้านหรือธุรกิจของเราบนที่ดินของผู้อื่น

โอเคว่า อาจจะใช้ชั่วคราว เพื่อปั้นแบรนด์ให้ดัง ให้คนอื่นรู้จัก แต่เชื่อเถอะว่า คุณไม่ควรให้มันเป็นทางเลือกเดียว หรือยึดติดกับ Facebook มากเกินไป

วอร์เรน บัฟเฟต นักลงทุนหุ้นชื่อก้องโลก เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและการลงทุนให้นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากมาย เขารู้จักและเป็นที่ปรึกษาการลงทุนให้กับ มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก เจ้าของ Facebook เช่นกัน แต่บัฟเฟตเคยเผิดเผยว่า เขาไม่มีหุ้นใน Facebook เพราะส่วนตัวนอกจากการที่เขาไม่ค่อยมีความรู้เรื่องโซเชียลแล้ว เขายังไม่เชื่อว่า ในอนาคตอีก 10-20 ปี Facebook จะยังเป็นที่นิยม

นั้นแปลว่า มันมีความเสี่ยงอยู่เสมอที่ความนิยมในการใช้งานโซเชียลออนไลน์ของผู้คนจะมีการเปลี่ยนแปลง แม้แต่ Facebook ที่ได้รับความนิยมจากผู้คนทั่วโลกก็ตาม

การมีเว็บไซต์ของตัวเอง ช่วยสร้างการตลาดที่เหมาะสมได้มากกว่า

การเว็บไซต์เป็นของตัวเองเป็นทางแก้ปัญหาที่ดี ที่สำคัญคือเรายังสามารถใช้เทคนิคและกลยุทธ์อื่นๆในการเข้าถึง เช่นการทำ SEO การอัพเดทเนื้อหา การทำ Content Marketing อย่างต่อเนื่อง การซื้อโฆษณาผ่าน Google ซึ่งอาจจะตอบโจทย์ธุรกิจของคุณมากกว่า

ไม่ได้แปลว่าการทำตลาดบน Facebook เป็นเรื่องแย่ เพียงแต่หน้าบ้านที่แท้จริงของคุณควรจะอยู่บนเว็บไซต์

 

สรุปแล้ว 

การยึดติดอยู่กับ Facebook จึงเป็นความเสี่ยงที่คนทำธุรกิจออนไลน์ ต้องคำนึงถึงในความเสี่ยง และการมีเว็บไซต์เป็นของตนเองก็เป็นทางแก้ไขปัญหาอย่างหนึ่งครับ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยากด้วย

สำหรับผู้สนใจทำเว็บไซต์ของตัวเองเพื่อแก้ไขปัญหาธุรกิจทางออนไลน์ เรามีบริการทำเว็บไซต์สำเร็จรูปของ Dooweb ที่ช่วยให้คุณได้เป็นเจ้าของเว็บไซต์ของตนเองได้อย่างง่ายๆ และยังมีบริการช่วยลดความเสี่ยงว่าเมื่อทำเสร็จแล้ว เว็บไซต์ของคุณจะกลายเป็นเว็บร้างได้ด้วย

วันนี้ ธุรกิจของคุณมีเว็บไซต์ที่มีคุณภาพแล้วหรือยัง 

==============================================================================

ท่านที่สนใจจะใช้บริการของ Dooweb เพื่อได้เป็นเจ้าของเว็บไซต์ของตนเอง ช่วยเพิ่มโอกาสและยอดขายสินค้าไปจนถึงทำการตลาดออนไลน์สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “อีเมล์สำหรับธุรกิจ G Suite” และ “เครื่องมือสร้างเว็บไซต์สำเร็จรูป Dooweb” รวมถึงบริการอื่นๆ สามารถติดต่อทีมงาน Metrabyte Cloud ได้โดยตรงที่ Line : goo.gl/M5d1Xx หรือ Tel. 02-0263-124

และสามารถดูรายละเอียดเบื่องต้น ได้ที่ G suite : https://www.metrabyte.cloud/gsuite.php ครับ

You might also like More from author